RSS

Category Archives: ชีวประวัติบุคคลสำคัญด้านขนมไทย

ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์

          ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นบุตรีคนโตของนายสุดจินดา (พลอย ชูโต บุตรจมื่นศรีสรรักษ์) กับ คุณนิ่ม สวัสดิชูโต (ธิดาพระยาสุรเสนา) นับเนืองเป็นราชนิกูลบางช้าง เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2390 มีน้องชายและน้องสาวอีก 7 คน ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้แต่งงานกับเจ้าพระยาภาส กรวงศ์ (พร บุนนาคเสนบดีกระทรวงเกษตราธิการและกระทรวงธรรมการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีบุตรธิดา 5 คน คือ หมื่นศรีสรรักษ์ (เพ่ง บุนนาค) เจ้าจอมพิศว์ ในรัชกาลที่ 5 นายราชาณัตยานุหาร (พาสน์ บุนนาค) หม่อมพัฒน์ ในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ คุณหญิงพะวง บุนนาค ภริยาพลเรือโทพระยาดำรงราชพลขันธ์ (คร บุนนาค)
       ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด และสามารถในกิจการหาผู้เสมอเหมือนยาก ตรงกับลักษณะภริยาที่ยกย่องในพระบาลีว่าเปรียบด้วยมารดาและสหายของสามีรวมกัน คุณชูพาสน์ ชูโต หลานชายของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ได้ให้รายละเอียดบางประการแก่คุณหญิงทองก้อน จันทวิมล ว่าท่านผู้หญิงเปลี่ยนมีความชำนาญในการประกอบอาหารคาวหวาน เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ และตกแต่ง เป็นผู้ริเริ่มทำลูกชุบให้ดูเหมือนของจริงถึงขนาดประดิษฐ์เป็นกระถางต้นไม้ ซึ่งรับประทานได้ทั้งหมด งานปักรูปเสือลายพาดกลอนได้รับพระราชทานรางวัลจากรัชกาลที่ 4 และส่งไปประกวดในระดับโลก ได้รับรางวัลที่ 1 ที่ประเทสสหรัฐอเมริกาเป็นเงินหลายพันดอลลาร์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดง เมื่อ พ.ศ. 2436 ในคราวเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสภากาชาดไทย ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม ร.ศ.130 สิริอายุได้ 65 ปี
       ท่านผู้เปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นผู้พิมพ์หนังสือตำราอาหารออกเผยแพร่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ ร.ศ. 127 ตรงกับ พ.ศ. 2451 โดยตั้งชื่อว่า “ แม่ครัวหัวป่าก์ ” ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการเขียนตำรากับข้าวกันเป็นกิจจะลักษณะเลย ดังนั้นหนังสือ “ แม่ครัวหัวป่าก์ ” จึงนับเป็นตำรากับข้าวเล่มแรกของคนไทย ในตำรับแม่ครัวหัวป่าก์ แบ่งเป็น 5 เล่ม แต่ละเล่มประกอบด้วย 8 บริจเฉก คือ ทั่วไป หุงต้ม เข้า ต้มแกง กับข้าวของจาน เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม ของหวานขนม ผลไม้ และเครื่องว่าง


       ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ถือเป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ไทยในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่เขียนเล่าไว้อย่างสนุกสนาน อาทิเช่น ประวัติขนมค้างคาวของเจ้าครอกทองอยู่ ด้วยว่าเจ้าครอกทองอยู่นี้ เป็นพระชายาของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ชอบไว้ผมประบ่า คุ้นเคยกับเจ้าครอกวัดโพธิ์ หรือ กรมหลวงนรินทรเทวี พระขนิษฐาของรัชกาลที่ 1 ซึ่งทรงมีชื่อเสียงทางด้านขนมจีบว่าเป็นขนมจีบที่อร่อยที่สุด “ แผ่แป้งจนแลเห็นไส้ ……… ถึงเนื้อหมูมากกว่ามัน บริโภคได้มากๆ ไม่เลี่ยน ” และเป็นที่สังเกตว่าพระองค์จะทรงภูษาสีแดงตลอดเวลา
       ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ นับเป็นบุคคลแรกที่ได้หัดลองใช้วิธีการชั่ง ตวง วัดในการประกอบอาหาร โดยอาศัยเทียบเคียงกับทางตะวันตก จึงทำให้ได้รสชาติอาหารที่คงที่ ซึ่งโดยธรรมเนียมในการปรุงอาหารของไทยในสมัยก่อนนั้นไม่นิยมการใช้ชั่ง ตวง วัดอย่างยุโรป แต่อาศัยความชำนาญหัดเรียนรู้ด้วยตนเอง สืบทอดกันตามโคตรตระกูล ซึ่งก็ได้สร้างความรำคาญใจให้แก่บุคคลอื่นๆ ที่เป็นแม่ครัวมือเก่าบ้างพอควร อย่างไรก็ตามท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ก็ยังคงยืนยันว่า “ การอันนี้ก็เป็นที่เห็นได้อยู่ในผู้ที่แรกจะหัดทำ ควรใช้ ชั่ง ตวง เป็นปริมารอันดีก่อน ”


       
ในตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ยังเป็นเอกสารสำคัญทางในการศึกษาสภาพทางธรรมชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากในบริจเฉทว่าด้วยผลไม้ และบริจเฉททั่วไปว่าด้วยเรื่องตลาดขายของสดต่างๆ ได้บันทึกสภาพทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยในสมัยนั้นไว้ เช่น เงาะต้องเกิดที่ตำบลบางยี่ขัน ลางสาดต้องที่วัดทองคลองสาร ทุเรียนต้องของบางบน (บางขุนนนท์ในปัจจุบัน ซึ่งไม่มีทุเรียนแล้ว) จะมีรสมันมากกว่าหวาน ถ้าของบางล่าง (บางคอแหลม และบางโคล่) จะมีแต่รสหวาน เนื้อละเอียด มะม่วง มี 25 สายพันธุ์ มะปรางต้องปลูกที่ตำบลท่าอิฐ จังหวัดนนทบุรี ส้มเขียวหวานต้องที่ตำบลบางมด รสหวานสนิท แต่กำลังสูญไปเพราะราษฎรหันมาทำนาเกลือ (ปัจจุบันไม่มีส้มบางมดแล้ว) และยังได้บันทึกสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรชาวกรุงในสมัยนั้นว่ามีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร มีอาหารสด ตลาดต่างๆ รอบกรุงเทพมหานครที่ใดบ้าง เช่น ตลาดลำเพ็ง ตลาดน้อย ตลาดบางรัก ตลาดท่าเตียน ตลาดยอด ตลาดพลู ตลาดคลองมอญเป็นตลาดเรือ ตลาดเสาชิงช้า ส่วนเรื่องอาหารสดยังให้ความรู้และเกร็ดประวัติศาสตร์แก่ผู้อ่านอย่างมากมาย เช่น ปลาเทโพเป็นปลาเลี้ยงในบ่อ และกระชังแถบบ้านญวน สามเสน ปลาตะเพียนมี 2 ชนิด อย่างขาวเรียกว่า ตะเพียนเงิน อย่างเหลือง เรียกว่า ตะเพียนทอง มีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระโปรดเสวยปลาตะเพียนมากถึงขนาดมีพระราชกำหนดห้ามคนอื่นรับประทาน มีเบี้ยปรับตัวละ 5 ตำลึง เป็นต้น

       ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ได้ถูดจัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อคราวที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ทำบุญฉลองอายุครบ 61 ปี แบะฉลองวาระสมรส 40 ปี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ศ. 127 แจกเป็นของชำร่วยจำนวน 400 ฉบับ และเป็นที่เลื่องลือและเสาะแสวงหากันทั่วไป ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ จึงดำริจัดพิมพ์ขึ้นใหม่อีกคราว และมอบให้นายเปียร์ เดอ ลา ก๊อล เพชร์ เป็นบรรณาธิการ นายเพชร์นี้ทำได้เพียง 2 ฉบับ คือ เล่มที่ 1 และเล่มที่ 2 ก็มีอันต้องพ้นหน้าที่ไป เล่มที่ 3 จึงได้บรรณาธิการคนใหม่ชั่วคราวชื่อ ปอล ม ‘ กลึง ส่วนเล่มที่ 4 ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ต้องมาเป็นบรรณาธิการเอง พร้อมทั้งเขียนจ้งความว่า “ ด้วยเอดิเตอร์หลบหนีตามผู้หญิงไป ……… ส่วนลูกที่ดีฉันให้เป็นผู้เก็บรวบรวมทำตำราขึ้นไว้ก็มีเรือนไป ” ต่อมาในเล่มที่ 5 จึงมอบให้นายทด บ้านราชทูตเป็นบรรณาธิการแทน พร้อมทั้งตีดบริจเฉทที่ 8 คือ เครื่องว่างออก เนื่องจากได้เพิ่มตำราอาหารในบริจเฉทอื่นๆ เข้าไปอีกถึง 4 ยก
       ในปี พ.ศ. 2470 โรงพิมพ์ห้างสมุด ที่สำเพ็งได้รับการอนุญาตให้จัดพิมพ์ใหม่นับเป็นครั้งที่ 2 จำนวน 5 เล่มชุดด้วยกัน ในการพิมพ์ครั้งนี้น่าจะมีการพิมพ์จำนวนมาก จึงมีผู้ขอนำไปแจกเป็นมิตรพลีในงานศพต่างๆ เช่น พระสัทธาพงศ์พิรัชพากย์ (ต่วย สัทธาพงศ์) ได้พิมพ์ในงานปลงศพคุณหญิงประดิษฐ์อมรพิมาน (สุ่น อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา) เมื่อ พ.ศ. 2470 และ ตระกูลเปล่งวานิช ได้พิมพ์แจกในงานฌาปณกิจศพ นาย อั๋น เปล่งวานิช เมื่อ พ.ศ. 2486


       ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา ที่เวิ้งนครเกษม ได้รับอนุญาตให้จัดพิมพ์จำหน่ายอีก นักเป็นครั้งที่ 3 ได้จัดพิมพ์เป็นเล่มเดียวจบ และได้ตัดการชั่ง ตวง วัดแบบโบราณออก โดยมีคุณ พวง บุนนาค (คุณหญิงดำรงค์ราชพลขันธ์) เป็นผู้เขียนคำนำ อีกทั้งยังได้จัดรูปแบบของเนื้อเรื่องใหม่โดยได้แยกประเภทของกับข้าวเป็นหุงต้มข้าว แกงกับข้าว เครื่องจิ้ม ของหวาน เครื่องวาง และผลไม้
       พ.ศ. 2501 สำนักพิมพ์คลังวิทยา ถนนเฟื่องนคร ได้รับอนุญาตให้พิมพ์จำหน่ายหนังสือเรื่องนี้อีก จึงนับเป็นครั้งที่ 4 จำนวน 2,000 เล่ม ในการพิมพ์ครั้งนี้ ผู้จัดำพิมพ์ก็ได้ตัดการชั่ง ตวง วัดแบบโบราณออก แล้วเพิ่มเติมการชั่ง ตวง วัด แบบสมัยใหม่เข้ามาแทนคือ ใช้ ถ้วย ช้อนโต๊ะ ช้อนชา ช้อนหวาน อีกทั้งยังจัดรูปแบบของเนื้อหาตามฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 และ 2 คือ พิมพ์ไล่ตามลำดับเล่มที่ 1 จนถึงเล่มที่ 5 แต่ละเล่มแยกเป็นเรื่องทั่วไป หุงต้มข้าว ต้มแกง กับข้าวของจาน เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม ของหวานขนม ผลไม้ และเครื่องว่าง ทั้งยังพิมพ์เป็นเล่มเดียวจบ หนาถึง 635
       พ.ศ. 2514 ตำรา “ แม่ครัวหัวป่าก์ ” ก็ได้รับการตีพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมพิศว์ ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรีของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้แต่ง โดยพิมพ์เป็นการเสด็จพระราชกุศลของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 5 ขนาดเล่มกว้างยาวกว่าเดิมเล็กน้อย และมีการจัดรูปแบบสารบัญใหม่ กล่าวคือจัดตำรับอาหารออกเป็นชุดๆ สามารถปรุงได้เป็นอาหาร 1 มื้อ โดยแบ่งเป็น 3 หมวด คือ กับข้าว 5 อย่าง ของหวาน 2 อย่าง อาหารว่าง 2 อย่าง รวมเป็น 9 อย่าง ต่อ 1ชุด ซึ่งได้แบ่งเป็น 37 ชุด และยังเพิ่มเติมการชั่ง ตวง วัด แบบสมัยใหม่ คือ ช้อนโต๊ะ ช้อนชา เมล็ด ผล น้ำหนักกิโลกรัม ตลอดทุกรายการอาหาร เป็นที่สังเกตว่ามีอาหารมากรายการและไม่ปรากฏว่ามีบันทึกอยู่ในฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เช่น ขนมสำปะนี ยำกระทืออ่อน ยำไก่วรพงษ์ และยังมีข้อเขียนปิดท้ายเล่ม ซึ่งแต่งเป็นโคลงกลอนสำหรับเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน
       และในปี 2545 สมาคมกิจวัฒนธรรม โดยคุณ อเนก นาวิกมูล ได้จัดพิมพ์ ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ขึ้นเป็นครั้งที่ 6 โดยได้จัดพิมพ์ครบทั้ง 5 เล่ม ซึ่งได้รับต้นฉบับจาก พลตรี ม.ร.ว.ศุภวัฒน์ เกษมศรี และ คุณ นฤนาถ รัตนโชติวงศ์กุล รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล สนับสนุนการพิมพ์ในครั้งนี้
       ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมการบริโภคของบรรพบุรุษที่ถ่ายทอด สั่งสมสืบต่อกันมา ยังคงมีความเป็นไทยแม้จะบูราณาการกับชาติตะวันตก แต่ก็ยังคงสืบสานความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งในยุคปัจจุบันวัฒนธรรมการบริโภคแบบตะวันตกจะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย มีตำราอาหารจากชาติต่างๆ เข้ามามากมาย แต่ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ยังคงมีผู้คนเสาะแสวงหาไว้ครอบครองเพื่อสืบค้นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

Advertisements
 

ท้าวทองกลีบม้า

ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์ เดอ ปีนา)

ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (Marie Guimar de Pihna) (พ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202 – พ.ศ. 2265) ภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)เธอเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับทำขนมไทย ประเภททองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าวิเสท ซึ่งได้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตฝรั่งเศสที่มาเยือนในสมัยนั้น มีผู้ยกย่องว่าท้าวทองกีบม้าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย

ประวัติ

                ท้าวทองกีบม้าคนนี้เกิดที่กรุงศรีอยุธยา ชื่อจริงว่า ดอนญ่า มารี กีมาร์ เดอปิน่า (ดอนญ่า ในภาษาสเปนหรือโปรตุเกสแปลว่า คุณหญิง) หรือตองกีมาร์ (Tanquimar) เป็นลูกครึ่งโปรตุเกสญี่ปุ่น และเบงกอลโดยมารดาของท้าวทองกีบม้าชื่อ อุรสุลา ยามาดา (Ursula Yamada) หรือหนังสือบางเล่มเรียกว่า เออร์ซูลา ยามาดะ ซึ่งมีเชื้อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่อพยพลี้ภัยทางศาสนาเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ส่วนบิดาชื่อ ฟานิก กูโยมา (Phanick Guimar หรือ Fanik Guyomar) ที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอลและโปรตุเกสจากอาณานิคมกัว(ปัจจุบันคือรัฐกัว ประเทศอินเดีย)

 

ครอบครัวของยามาดะเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนามาก เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ ยายของท้าวทองกีบม้า เคยเล่าว่า เขาเป็นหลานสาวของนักบุญฟรังซิส ซาเวียร์ (Saint Francis Xavier) คริสต์ศาสนิกชนคนแรกของประเทศญี่ปุ่น และนักบุญชื่อดัง โดยได้ประทานศีลล้างบาปและตั้งนามทางศาสนาให้[4]

ราวปี พ.ศ. 2135 ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi, 豊臣 秀吉) ผู้สำเร็จราชการของญี่ปุ่น ต้องการล้มล้างวัฒนธรรมตะวันตก จึงออกพระราชฎีกาในนามของพระจักรพรรดิ์ให้จับกุม ลงโทษ และริบสมบัติชาวคริสต์ ยายของท้าวทองกีบม้า ซึ่งเป็นชาวคริสต์จึงถูกลงโทษด้วย นางถูกจับยัดใส่กระสอบนำลงเรือมาที่นางาซากิ เพื่อเนรเทศไปยังเมืองไฟโฟ (Faifo) ปัจจุบันคือ ฮอยอัน ในประเทศเวียดนามเพราะมีชาวคริสต์อยู่มาก บนเรือนี่เองที่ทำให้ยายของท้าวทองกีบม้า พบกับตาของท้าวทองกีบม้า ซึ่งเป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทั้งสองคนจึงมาตั้งหลักปักฐานที่กรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นประเทศที่ร่ำรวย อุดมสมบูรณ์ และไม่รังเกียจคนต่างศาสนา

ท้าวทองกีบม้า เป็นหญิงสาวที่มีนิสัยเรียบร้อย ซื่อสัตย์ และเคร่งครัดในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แม้ว่าจะมีเรื่องของมารดาเธอที่ถูกกล่าวหาโดยบาทหลวงชาวอังกฤษผู้หนึ่งว่า ยามาดะ (มารดาของท้าวทองกีบม้า) เป็นสตรีที่ประพฤติไม่เรียบร้อย ชอบคบผู้ชายไม่เลือกหน้า แม้จะแต่งงานกับฟานิกแล้ว ยังแอบปันใจให้ชายอื่นเสมอ โดยเฉพาะหนุ่มโปรตุเกสในค่ายที่ยามาดะอาศัยอยู่ แต่ฟานิกผู้เป็นบิดาของท้าวทองกีบม้ามีผิวดำ แต่มีลูกผิวขาวหลายคนรวมทั้งท้าวทองกีบม้า และทำให้ฟานิกบิดาของท้าวทองกีบม้าถูกชาวยุโรปดูถูกดูแคลนเสมอ อย่างไรก็ตามท้าวทองกีบม้าก็ได้แต่งงานตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี กับคอนสแตนติน ฟอลคอน (เจ้าพระยาวิชาเยนทร์) ชาวกรีกที่เข้ามารับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่นิสัยต่างกันมาก ก่อนที่จะแต่งงานกับฟอลคอน ฟอลคอนเคยมีภรรยามาแล้วหลายคน แต่ส่งไปอยู่เมืองพิษณุโลก ส่วนลูกนั้นมารี กีมาร์นำมาเลี้ยงเองเนื่องจากเธอเป็นคนใจบุญสุนทาน เธอรับเลี้ยงเด็กสาวที่ยากจน และเด็กที่มีบิดาเป็นชาวยุโรป และมีมารดาเป็นชาวไทยแต่ถูกทอดทิ้ง เธอนำมาเลี้ยงดูมากมายหลายคน แม้เธอจะมีปัญหาระหองระแหงกับฟอลคอน แต่ก็ยังประคองความรักจนมีบุตรด้วยกัน 2 คนได้แก่ จอร์จ ฟอลคอน (George Phaulkon) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2227 และฮวน ฟอลคอน (Juan Phaulkon) ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2231 ต่อมาเมื่อสามีนางถูกลงโทษข้อหากบฏ เรียกตำแหน่งคืน ริบทรัพย์ และถูกประหารชีวิต ท้าวทองกีบม้าถูกส่งตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ในพระราชวัง และได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ทำอาหารหวานประเภทต่างๆ ส่งเข้าไปในพระราชวังตามกำหนด การทำหน้าที่จัดหาอาหารหวานส่งเข้าพระราชวัง ท้าวทองกีบม้าได้ประดิษฐ์ขนมขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา โดยดัดแปลงตำรับเดิมโปรตุเกส และเอาวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีในสยามเข้ามาผสมผสาน ซึ่งหลักๆได้แก่ มะพร้าว แป้งและน้ำตาล จนทำให้เกิดขนมใหม่ที่มีรสชาติอร่อย พระราชวังก็ได้ให้ความชื่นชมมากและถูกเรียกตัวเข้าไปรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น

                แม้ท้าวทองกีบม้าจะมีชีวิตในระยะแรกๆ ค่อนข้างลำบาก สามีถูกประหาร ต้องมีชีวิตระหกระเหิน ถูกส่งตัวไปเป็นคนรับใช้ แต่ด้วยความสามารถ และอุปนิสัยดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บั้นปลายชีวิตของเธอจึงสุขสบายและได้รับการยกย่องตามควร ท้าวทองกีบม้ามีอายุยืนถึง 4 รัชกาล คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าเสือและสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สันนิษฐานว่าชื่อตำแหน่ง ทองกีบม้า เพี้ยนมาจากชื่อ ตองกีมาร์ นั้นเอง มีหลักฐานบ่งว่าท้าวทองกีบม้าถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 66 ปี

ท้าวทองกีบม้า เมื่อเข้าไปรับราชการในพระราชวังได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกส ให้เป็นขนมหวานของไทย และเผยแพร่ไปโดยทั่วไป ท้าวทองกีบม้าจึงได้ชื่อเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” โดยขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น มีดังต่อไปนี้