RSS

ธุรกิจขนมสาลี่ เอกชัย

“ร้านเอกชัย”

ต้นตำรับขนมเงินล้านของเมืองสุพรรณ

                “ร้านเอกชัย” เดิมเป็นร้านเล็กๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นในตลาดทรัพย์สิน เมื่อปี 2511 จากร้าน 1 คูหา ที่ผลิตขนมอยู่ไม่กี่ชนิดกลายมาเป็นร้านต้นตำรับความอร่อยของขนมสาลี่สุพรรณ ที่มีเอกลักษณ์ทั้งใน

ด้านรสชาติและความนุ่มเนียนของ เนื้อขนม อันเป็นจุดเด่นของ”สาลี่เอกชัย” 

 

ช้อมูลธุรกิจ

ชื่อตราสินค้า : เอกชัย

เจ้าของกิจการ : คุณเอกชัย และคุณนฤมล เอี่ยมอดุง

สินค้าหลัก : ขนมสาลี่ ( มี 5 กลิ่น ) ขนมลูกเต๋า ขนมเปี๊ยะนมข้น ฯลฯ

จุดเด่นของสินค้า : ได้รับเครื่องหมาย เชลล์ชวนชิม จาก ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ในปี 2523

ราคาขาย  : ขนมสาลี่ 200 กรัม ราคา 30 บาท

เปิดบริการ : วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.00 – 21.00 น.

                        วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 07.00 – 22.00 น.

ขนมสาลี่ ขนมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นขนมประจำจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ขนมสาลี่เป็นขนมที่ชาวสุพรรณนิยมทำเพื่อไปช่วยงานบุญต่างๆ แต่ด้วยความคิดดัดแปลงของ คุณนฤมล เอี่ยมอดุง หรือคุณตุ๊ เจ้าของกิจการบริษัท เอกชัย สาลี่สุพรรณ จำกัด ที่คิดดัดแปลงสูตรขนมสาลี่จากเนื้อแป้งแข็งๆ ทานแล้วติดคอและสีเข้มมาก มาเป็นขนมสาลี่เนื้อนุ่ม หน้านวล สีอ่อนลง และมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ จนทำให้ขนมสาลี่สุพรรณนี้เป็นสินค้าที่สะท้อนเอกลักษณ์ขนมสาลี่ยุคใหม่ของชาวสุพรรณบุรี ไปแล้วก็ว่าได้

จากร้านขายไฟฟ้าสู่เส้นทางขนมเงินล้าน

                หลังจากแต่งงานก็เริ่มมาทำร้านขายเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ที่ตลาดในตัวเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ใช้ชื่อร้านว่าเอกชัย แต่รายได้มันไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงพยายามมองหาอาชีพเสริมทำหลังจากลูกๆไปโรงเรียน และได้ตัดสินใจไปเรียนทำขนมเค้กและเบเกอรี่หลายชนิดที่กรุงเทพฯ ประกอบกับเป็นคนชอบทำขนมด้วย เรียนแล้วก็นำกลับมาหัดเองจนชำนาญและเริ่มทำพวกขนมปัง ขนมเปี๊ยะ ซาลาเปามาวางขายหน้าบ้าน พอทำได้ประมาณ 3 ปี ปรากฏว่าขายดีมาก เราก็เริ่มรู้แล้วว่าทำขนมขายนี่รายได้ดีกว่าขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะเลย ก็เลยเลิกขายเครื่องใช้ไฟฟ้าหันมาตั้งหน้าตั้งตาทำขนมอย่างเดียว แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะทำอะไรใหญ่เกินตัว คิดแค่ว่าทำให้พอเลี้ยงลูกกันไปวันๆ ชื่อร้านเราก็ไม่ได้เปลี่ยน ใช้ชื่อเอกชัยของร้านเดิมมาถึงทุกวันนี้

 

                ทำขนมปังขายได้สักพักจึงเกิดความคิดว่าน่าจะเพิ่มชนิดขนมมาขายและมองว่าในสุพรรณยังไม่มีขนมประจำเหมือนจังหวัดอื่น คิดไปคิดมาก็นึกถึงขนมสาลี่ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านที่นิยมทำไปฝากกันเวลามีงานบุญต่างๆ ซึ่งตัวดิฉันเองได้ไปช่วยงานบุญอยู่บ่อยๆ ไปช่วยเป็นลูกมือเขา เวลาบ้านใครมีงานก็จะไปช่วยงาน พอเริ่มโตเป็นสาวเลยทำขนมสาลี่เป็น ก็เลยคิดว่าขนมพื้นบ้านตัวนี้น่าลองมาทำขายดู พอมาทำเองเราก็คิดว่า ต้องให้อร่อยกว่าของชาวบ้านเดิม เพราะเราใช้เครื่องมือที่ทันสมัยขึ้น แล้วก็ค่อยประยุกต์ปรุงแต่งสูตรขนมให้ดีขึ้น แต่กว่าจะได้เป็นสูตรขนมนี้ออกมาใช้เวลาทดลองอยู่ 2 ปี คิดทั้งวันทั้งคืน นอนก็คิด จริงๆแล้วถ้าเป็นสูตรแบบชาวบ้านก็สบายแต่ทีนี้เราอยากทำให้มันนุ่มมันดีกว่าเดิม ของชาวบ้านที่ทำเป็นสีค่อนข้างจะเข้มแล้วเนื้อก็หยาบกระด้าง ดิฉันเริ่มปรับจากเดิมใช้ไข่เป็ด ก็ประยุกต์มาใช้ไข่ไก่แทน กลิ่นและสีดั้งเดิมที่มีแต่สีชมพู ดิฉันก็คิดว่าเราน่าจะปรุงแต่งสีจากธรรมชาติ จึงลองทำเป็นสีเขียวและใช้เป็นกลิ่นใบเตยออกมาจนตอนนี้สาลี่กลิ่นใบเคยเป็นกลิ่นที่ขายดีที่สุด พอทำไปได้สักพักก็ค่อยๆคิดสีและกลิ่นธรรมชาติอย่างอื่นมาเพิ่มให้หลากหลายขึ้น ตอนเริ่มทำสาลี่ขาย ดิฉันทำแค่ถาดเดียว คือลองดูก่อนวันหนึ่งขายประมาณ 20 ถุง ถุงละ 8 บาท ถุงหนึ่งกำไรเหลือไม่ถึง 3 บาท แรงงานตัวเองก็ไม่คิดนะคะ แต่ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

                พอเริ่มขายดีขึ้นก็ไปหาซื้อเครื่องตีแป้งมาอีกตัวหนึ่งสมัยนั้น 800 กว่าบาท เป็นเครื่องที่ผลิตในเมืองไทย พอใช้เครื่องตีแป้งกับใช้มือตีขนมมันออกจะไม่เหมือนกันอีก ต้องมาคิดสูตรกันใหม่ กว่าจะใช้ได้ต้องลองผิดลองถูกอยู่ประมาณหนึ่งเดือน ทำครึ่งทิ้งครึ่ง ถาดที่ใช้ได้ก็มาจับจุดดูขนมสาลี่ถ้าตีขึ้นมากไปขนมมันก็จะแยกชั้น นึ่งแล้วมันก็ยุบตัว ถ้าตีน้อยไปแป้งจะแข็ง แล้วถ้าแป้งขึ้นฟูไม่พอดีลูกเกดก็จม ต้องให้พอดีทั้งการตีแป้ง สูตรและส่วนผสมต่างๆ

จากตึกแถว 1 ห้องขยายเป็นโรงงานขนาด 16 ไร่

                พอมาทำขนมเต็มตัวก็ทุ่มเททำงานหนักมากขึ้น เริ่มทำขนมตั้งแต่ตีห้าเลิกเกือบเที่ยงคืน คือการนึ่งขนมสาลี่กว่าจะเสร็จออกมาขายได้ถาดหนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เตานึ่งสมัยนั้น นึ่งได้ทีละถาด จะตีแป้งไว้ก่อนก็ไม่ได้ ต้องตีแล้วนึ่งเลย ดิฉันก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้นึ่งได้มากกว่าครั้งละ 1 ถาด ใช้เวลาในการคิดเตาอยู่ 4 ปี ก็คิดทำเป็นเตาสองชั้นขึ้นมา ทีนี้นึ่งได้ทีละ 2 ถาด เร็วกว่าเดิมเท่าหนึ่ง

                ขายได้ประมาณ 3 ปี คุณชายถนัดศรีก็มาซื้อไป ตอนนั้นเราก็รู้สึกคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้เหมือนเคยเห็น แต่ไม่ได้สนใจ พอสักอาทิตย์ก็ได้ลงในหนังสือพิมพ์ถึงได้รู้ว่านี่คือสิ่งที่ทำให้มีลูกค้ามาหาจากจังหวัดอื่นเยอะมาก ถ้าวันธรรมดาของก็พอดีขาย แต่พอเสาร์อาทิตย์จะทำไม่พอขายต้องทำขนมกันถึงดึกเลย ทำถึง 4-5 ทุ่ม กว่าจะเก็บร้านเสร็จเที่ยงคืน ทำแบบนี้เช้ามืดถึงเที่ยงคืนมา 8 ปี เสาร์-อาทิตย์ไม่เคยได้หยุด เหนื่อยแต่สนุก ตอนนั้นไม่รู้แรงมาจากไหน เหมือนกับว่าไม่เคยขายดีแบบนี้ ทำขายที่ตึกแถวห้องเดียวในตลาดนั้นมา 8 ปี พื้นที่เริ่มไม่พอทำ ประกอบกับทำเลอยู่ลึกเข้าไปในตลาด ลูกค้ามาต้องจอดรถข้างนอกแล้วเดินเข้ามา ดิฉันก็มาซื้อตึกแถวตรงข้ามเทศบาลเป็นตึก 2 ห้อง ก็ย้ายมาผลิตที่นี่ ผลิตชั้น 2 แล้วขายข้างล่าง ก็ได้พื้นที่ข้างบนเต็มที่ แต่ที่ตึกแรกก็ยังขายอยู่ด้วย ขายทั้งที่เก่าและที่ใหม่ ลูกค้าก็ยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม ขายได้ประมาณ 3 ปีพื้นที่ก็ไม่พออีกแล้ว คราวนี้ก็ซื้อตึกเพิ่มเป็น 5 ห้องเลย แต่ถึงจะขยายใหญ่ขึ้นและขายดีขึ้น แต่เราก็ยังลงมือปรุงเองตลอด แต่ก็มีหลานมาช่วย คือหลานจะเรียนรู้สูตรจากเรา และจะเป็นคนตีเอง เพราะถ้าให้ลูกน้องรู้สูตรมันจะรั่ว ขายได้ไม่กี่ปี ดูท่าว่าตึก 5 ห้องนี้จะไม่พอทำอีก เราก็มองหาทางขยายก็มาซื้อที่ดินที่เป็นร้านและโรงงานในปัจจุบัน แต่ตอนนั้นเราก็ไม่มีเงินมากมายจะซื้อทั้งผืน ก็เลยขอซื้อครึ่งหน้าก่อน ผ่อนจนหมดก็ขอซื้ออีกครึ่งหนึ่ง

                ส่วนหน้าของที่ดินจะติดถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เลยทำเป็นหน้าร้านด้วย แต่ตอนที่ทำแฟนพี่เขายังไม่รู้ จนเขาผ่านมาเห็นเขามาบอกว่ามีร้านขนมใครไม่รู้สวยมาก ให้ดิฉันลองไปดูหน่อย ก็เลยบอกความลับไป แฟนก็นึกว่าเราอำ พอรู้ว่าเราพูดจริงเขาก็โกรธเราใหญ่เลย เขาจะหย่ากับฉัน เขาไม่รู้ว่าฉันจะทำใหญ่อย่างนี้ เขาบอกคำแรกเลยว่าเธอเจ๊งแน่ ใครจะมาเข้า ทำสวยอย่างนี้ไม่มีใครกล้าเข้าหรอก ลูกค้าต้องคิดว่าขายแพง คือสามีเป็นคนที่ไม่ชอบการเสี่ยง ชอบอยู่แบบพอเพียง มีเงินเก็บนิดหน่อยก็พอ แต่ฉันชอบทำ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ

ขนมขายดีย่อมมีคู่แข่ง

                ทำมา 10 กว่าปี ไม่เคยพิมพ์ถุงและไม่ได้พิมพ์ยี่ห้อด้วย ใส่ถุงเปล่าๆเลย จนกระทั่งมีคู่แข่งเกิดขึ้นเยอะมาก ลูกค้าซื้อไปก็เริ่มสับสนว่าเป็น ขนมของเจ้าไหนกันแน่ คือเค้าจะเลียบแบบเหมือนเราหมดเลย ชื่อก็ลงท้ายคำว่า ชัย เหมือนกันกับเรา ก็เลยต้องพิมพ์ถุงและใส่ยี่ห้องเอกชัย เพราะลูกค้าติดชื่อนี้แล้ว

แรงเสริมคนรุ่นใหม่ผลักดันให้กิจการแข็งแรง

                ตอนนี้ลูกสาวเรียนจบแล้วก็มาช่วยพัฒนาหลายๆด้าน เขาก็ทำได้ดีเหมือนซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ลูกคนนี้เขาเห็นเราทำขนมตั้งแต่ 4 ขวบ ส่วนมากเวลาเขาคิดจะทำอะไรก็จะมาปรึกษาทุกอย่าง เราทำกันเหมือนอุตสาหกรรมในครอบครัว อย่างเมื่อก่อนสาลี่สีเขียวรสใบเคยเป็นพระเอกของร้านที่ขายดีสุด แต่เดี๋ยวนี้ขนมเปี๊ยะนมสดนำไปแล้ว ดูจากจำนวนแพ็ค ไม่ดูจำนวนเงิน ขายดีจนต้องซื้อเครื่องปั้นมาเพิ่ม ตอนแรกบินไปดูเครื่องปั้นขนมโมจิ ที่ญี่ปุ่น แต่เขาไม่ยอมขาย บอกว่าเราซื้อไปมันไม่คุ้ม คือคนญี่ปุ่นเขาจะไม่ขายเครื่องให้ใครจนกว่าจะแน่ใจว่าคนนั้นจะนำไปผลิตแล้วมีกำไรพอไม่เจ๊ง เขาถามเราละเอียดมากว่าวันหนึ่งจะผลิตกี่ลูก  ขายลูกละเท่าไหร่ และวางแผนการตลาดรองรับอย่างไร เราก็บอกเขาว่าขายเถอะ ถ้าฉันเจ๊งก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ยอมขาย ดิฉันต้องมาซื้อเครื่องตัวนี้จากสิงคโปร์แทน แม้เครื่องปั้นตัวนี้ช่วยได้มากแต่ก็ยังต้องใช้แรงงานคนอยู่ นาทีหนึ่งปั้นได้ 30 ลูก เร็วสุดแล้วค่ะ นอกจากนี้ยังมีขนมชนิดอื่นๆที่คิดออกมาให้มีสินค้าหลากหลาย เช่น ครองแครง ขนมลูกเต๋า ฯลฯ

                มีคนมาช่วยดูแลแล้วตัวดิฉันก็เหมือนเป็นที่ปรึกษา ดิฉันจะจดสูตรทุกอย่างไว้เป็นมาตรฐาน ทุกวันนี้ตัวดิฉันไม่ได้ลงมือปรุงเองแล้ว แต่ดิฉันก็คอยดูว่าขนมมีอะไรผิดปกติไหม มีอะไรไม่ดีไหม ดูแลภาพรวมว่าขนมเป็นอย่างไรบ้าง คือไม่ต้องลงมาดูโรงงาน แค่เราเห็นหน้าขนมปุ๊ปเรารู้หมดว่าสูตรในการผลิตผิดตรงไหน หน้าขนมมันจะฟ้อง เราก็ดูหน้าขนมว่ามันหนามันบาง เนื้อขนมมันขึ้นมากขึ้นน้อย เพราะแค่ตีแป้งมากไปนิดเดียว เช่น มากไปแค่ 2 นาที หน้าขนมก็เปลี่ยนแล้ว มันยากมาก ดูด้วยตาแล้วก็ต้องชิมด้วย ชิมแล้วรู้เลยอะไรมันขาดไปอะไรมันเกินไป คือ สูตรทุกตัวจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ขนมทุกตัว ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของเอกชัยต้องใช้มาตรฐานเดียวกันหมด

                พอทำเรื่องสูตรในการผลิตได้เป็นมาตรฐานแล้ว ตอนนี้เราก็ต้องมีนักวิชาการด้านฟู๊ดไซน์ มาช่วยวิเคราะห์ดูว่าจะทำอย่างไร ให้เก็บขนมได้นานขึ้น มาช่วยทดสอบขนมดูว่ามีเชื้อที่ทำให้เสียมาจากขั้นตอนไหน แล้วก็ปรับไปทีละส่วน เพราะความสะอาดสำคัญที่สุดในการทำขนม และจุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้คู่แข่งตามเราไม่ค่อยทันค่ะ

ก้าวต่อไปกับการขายในตลาดต่างประเทศ

                กำลังเริ่มทำอยู่ค่ะ อยากขยายไปขายต่างประเทศบ้าง แต่ยังติดอยู่ที่อายุขนมมันอยู่ได้ไม่กี่วัน เพราะเราไม่ได้ใส่สารกันบูด  ขนมที่จะไปขายต่างประเทศต้องอยู่ได้อย่างน้อยหนึ่งเดือน จริงๆมันมีวิธีทำให้อยู่ได้นาน คือ ต้องดึงไข่ออกจากส่วนผสม เพราะไข่เป็นตัวทำให้เสียง่าย แต่ลองทำออกมาแล้วมันไม่อร่อย สรุปว่าถ้าจะส่งออกคุณภาพต้องเปลี่ยน เป็นแข็งๆ เลยยังไม่ได้ส่งออกค่ะ

ปัญหาใหญ่ด้านบุคลากรแก้ด้วยการใช้เครื่องจักรทดแทน

                ดิฉันก็เหมือนผู้ประกอบการท่านอื่นคือ มีปัญหาเรื่องบุคลากรอย่างมาก แต่ก็แก้ไขโดยการซื้อเครื่องจักรมา คือเด็กที่มาทำงานพอเป็นก็ลาออก ต้องมาเริ่มสอนกันใหม่อยู่เรื่อย ประสาทเสีย พอใช้เครื่อง การทำงานก็ง่ายขึ้นและใช้คนน้อยลงด้วย

ข้อคิดสำหรับคนอยากรวยด้วยขนม

                ในความคิดของดิฉันคิดว่า ถ้าทำอะไรเราต้องทำให้ดีที่สุด เราไม่ต้องไปสนใจว่าขนมออกมามันแพงแล้วจะไม่มีคนซื้อ เอาคุณภาพให้ดีไว้ก่อน ตรงจุดนี้เลยทำให้เป็นจุดแข็งของสาลี่เอกชัย ที่ทำให้ทุกวันนี้ลูกค้ายังเหนียวแน่น ไม่ไปไหน อย่างเนยนี่ส่วนใหญ่เค้าใช้เนยเทียมกระป๋องใหญ่ๆ อย่างนี้กระป๋องละ 30 บาท แต่ฉันซื้อเนยกระป๋องเล็กๆ ที่เป็นเนยแท้ กระป๋องเนี่ย 50 บาท แพงก็เอาขอให้อร่อย

                ขนมร้อยกว่าชนิดภายใต้ตรา เอกชัย และทุกอย่างที่กล่าวมานั้นเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่า แม้ว่าของดีจะอยู่ที่ไหนก็มีคนซื้อและมีโอกาสโตได้ถ้ารักษาคุณภาพไว้ได้อย่างที่ ร้านเอกชัยพิสูจน์มาเป็นเวลากว่า 32 ปี

ส่วนผสมที่สำคัญ

1.            แป้งสาลี                                                                                37%

2.            ไข่ไก่                                                                                      35%

3.            น้ำตาล                                                                                   25%

4.            ผงฟู , อิมัลซิไฟเออร์                                                          3%

5.            ลูกเกด ( ชิ้นละ 1-2 เมล็ด )

6.            น้ำมะนาว

7.            เจือสีสังเคราะห์, แต่งกลิ่นเลียนตามธรรมชาติ

สาลี่สีเขียวอ่อน                                    ( กลิ่นใบเตย )

สาลี่สีชมพู                                            ( กลิ่นนมแมว )

สาลี่สีน้ำตาล                                         ( กลิ่นกาแฟ )

สาลี่สีเขียวเข้ม                                      ( สาลี่สมุนไพรชาเขียว )

สาลี่สีชมพูอมม่วง                               ( สาลี่สมุนไพรกระชายดำน้ำผึ้ง )

ขั้นตอนการทำ

1.            นำไข่ไก่มาล้างน้ำคลอรีนเจือจาง

2.            ล้างไข่ไก่ด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

3.            นำไข่ไก่ไปตีรวมกับน้ำสะอาดและน้ำตาล ใส่น้ำมะนาวเพื่อให้ขนมนุ่มฟู ค่อยใส่แป้งสาลี ผงฟูและส่วนผสมอื่นๆ

4.            คนส่วนผสมเบาๆ ให้เข้ากันดีประมาณ 3 นาที ( ถ้าตีด้วยมือคนใช้เวลาประมาณ 10 นาที )

5.            นำมาเทลงถาดที่รองด้วยกระดาษไข ( เพื่อไม่ให้ขนมสาลี่ติดก้นถาด )

6.            จากนั้นใช้พายพลาสติกเกลี่ยส่วนผสมให้เรียบจนทั่วถาด

7.            วางลูกเกดในตำแหน่งที่กำหนดไว้

8.            นำไปนึ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ( ถาดเล็กใช้เวลาประมาณ 10 นาที, ถาดใหญ่ใช้เวลา 25-30 นาที )

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: